MM88UP Splash Screen Icon

เมนู

ทางเข้าเล่น

กรีดความจำ

กรีดความจำ

ความล้มเหลวของลิเวอร์พูล

กรีดความจำ ได้ว่า ลิเวอร์พูลไม่ได้แชมป์อะไรเลยมา 6 ปีแล้ว ถ้วยใบสุดท้ายที่ได้คือ คาร์ลิ่ง คัพ ปี 2011 ส่วนแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายอุบัติขึ้นยุควง รอยัล สไปรท์ กลับมารวมตัวกันครั้งที่สอง

หากพูดเรื่องความสำเร็จแบบถ้วยรางวัลคงต้องไปว่ากันใหม่ในปีหน้า แต่วันนี้ขออนุญาตรื้อเฉพาะเรื่องน่าเขกกะโหลก เจอร์เก้น คล็อปป์ มานำเสนอในกรณีที่ ลิเวอร์พูล ไม่ได้ไป “ยูซีแอล”

1. เอาดีแค่ถ้วยเดียวก็ยังไม่ได้ 

ลิเวอร์พูลคือหนึ่งเดียวใน TOP 6 ปีนี้ที่ไม่ต้องบินไปเตะบอลยุโรปให้เสียเหงื่อ หมายฟามว่าได้เปรียบชาวบ้านชาวช่องในเรื่องโปรแกรมการลุ้นแชมป์ที่ออกแรงน้อยกว่าตั้งแต่จุดออกสตาร์ต แต่จากผลงานที่แสดงออกมาดูเหมือนว่าพวกเขากลับไม่ค่อยได้เปรียบสักเท่าไหร่ในจุดนี้

2. ไม่มีพัฒนาการ

นี่คือปีที่สองของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในอังกฤษ ซึ่งยังไม่มีแชมป์อะไรติดมือและถึงวันนี้แฟนบอลยังลุ้นอยู่ว่าจะได้ไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรึเปล่า นี่คือจุดที่อาจเป็นการตัดสินได้ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แย่ลง หรือย่ำอยู่กับที่ ซึ่งคำตอบจะมาตอนจบซีซั่น

3. ซื้อขายไม่ฉลาด

เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาคล็อปป์ได้นักเตะใหม่มา6คน (ฟรี2คน) ใช้เงินไป 68 ล้านปอนด์ ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะในช่วงซัมเมอร์ปี 2014 หงส์แดง ดันถลุงไป 162 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าล้มเหลวเพราะหมดไปกับนักเตะ ยกตัวอย่างเช่น ริกกี้ แลมเบิร์ต, มาริโอ บาโลเตลลี่, โจ โกเมซ อัลเบอร์โต้ โมเรโน่ และอีกมากมายที่ไม่ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตามปีนี้ปล่อยออกไป20คน ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีหลายคนที่โครตเก่งแต่ คล็อปป์ ดันไม่มีคู่มือการใช้งาน เช่น คริสติยอง เบนเตเก้, โจ อัลเลน, จอร์ดอน ไอบ์, มาร์ติน สเคอร์เทล, บาโลเตลลี่ ไม่รวมพวกฝีเท้าดีแต่ปล่อยยืมอย่างมามาดูซาโก้, ฟลานาแกน แต่ที่ได้เข้ามาร่วมทีมดูเหมือนจะมีแค่ 2 คนที่โอเคนั่นก็คือ ซาดิโอ มาเน่ และ โจเอล มาติป ส่วนตัวที่เหลือถือว่ายังสอบไม่ผ่าน

4. รู้ผิดแต่ไม่รู้แก้ 

ช่วงตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล มีโอกาสตกแต่งแก้ไขข้อบกพร่องของทีมโดยการเสริมทัพ ทว่าไม่มีอะไรขยับในรั้วแอนฟิลด์ เมื่อย้อนกลับไปเดือน 5 เดือนที่แล้ว ลิเวอร์พูล คือจ่าฝูงนะครับ แต่หลังจากผ่านคริสมาสต์ ผ่านตลาดหน้าหนาว เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่เสริมทัพ หงส์แดง เป๋ ตัวสำรองทดแทนการหายไปของ ซาดิโอ มาเน่ ไม่ได้ สุดท้ายตำแหน่งจ่าฝูงก็กลายเป็นของ เชลซี

ปัญหาอีกอย่างของ ลิเวอร์พูล คือตัวจบสกอร์ดันไม่เข้ากับแผน

สิ่งหนึ่งที่พออุ่นใจได้คือเรื่องสถิติในอดีต ซึ่งคล็อปป์เคยคุมดอร์ทมุนด์ที่เยอรมันในปีแรกจบอันดับ 6, ฤดูกาลต่อมาจบที่ 5 กระทั่งปีที่สามและสี่ดอร์ทมุนด์ก็ขึ้นขย่มบัลลังก์บุนเดสลีกาสองสมัยซ้อนอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยประการฉะนี้สิ่งทีเด็กผีพึงภาวนาคือลุ้นให้ลิเวอร์พูลไม่ติดท็อปโฟร์ในปีนี้เป็นอันดับแรก จากนั้นยุให้แฟนบอลในโลกโซเชี่ยลเกิดกระแส มองเห็นแต่ความล้มเหลวตลอดสองปีที่ผ่านมา พร้อมติดแอชแท็ก klopp out เพื่อกดดันสโมสรให้ทำการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

สังเกตได้จากตัวนักเตะที่ซื้อเข้ามาช่วงตลาดเปิดเมื่อต้นฤดูกาลในตอนที่เขาเข้ามารับหน้าที่นี้ใหม่ๆ ซึ่งนักเตะแต่ละคนที่เข้ามานั้นมีอายุอานามอยู่ไม่มากเลย เรียกได้ว่าแต่ละคนยังหนุ่มยังแน่นและสังเกตจากทักษะของแต่ละคนที่ รอดเจอร์เลือกมานั้น เป็นนักเตะที่มีการครองบอลและเลี้ยงบอลที่ดี ซึ่งแตกต่างจาก คิง เคนนี่ ที่เลือกซื้อนักเตะที่เหมาะสมกับตำแหน่งต่างๆมากกว่าการเลือกความสามารถที่หลากหลาย

ทว่าเป้าหมายของรอดเจอร์และแฟนบอลนั้นดูจะขัดกันมากพอสมควร เพราะเหล่าแฟนเดอะคอป ต่างก็อยากจะเห็นทีมรักของตัวเองได้อยู่อย่างน้อยก็อันดับ 4 ของตารางหรือได้โควตาไปเล่นบอลถ้วยยุโรป แต่รอดเจอร์เองยังมองว่าต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะทำทีมให้ถึงจุดนั้นและเขายังมองถึงมากกว่าการยึดตำแหน่งท็อปโฟร์

แต่เขามองถึงในทุกฤดูกาลทีมอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ต้องมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกมากกว่าการยึดติดว่าจะเอาแค่ตำแหน่งท็อปไฟร์เพื่อไปเล่นบอลยุโรปในแต่ละปีเท่านั้น ซึ่งเจ้าของสโมสรอย่างจอร์น เฮนรี่เองก็คงเห็นด้วยกับแผนที่รอดเจอร์วางไว้ ถึงได้อ้าแขนรับรอดเจอร์มาเป็นผู้จัดการทีมต่อจาก คิง เคนนี่ ซึ่งเงื่อนไขที่รอดเจอร์ต้องทำ และทำได้คือเขาสามารถใช้งบประมาณที่มีจำกัดในการทำทีมใหม่ให้ออกมากดูดีได้

หลายคนเองในตอนแรกๆนั้นมองว่า รอดเจอร์จะไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ และจะขอลาออกไปในที่สุด แต่ในตอนนี้เองรอดเจอร์ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลมากพอสมควรถึงผลงานและรูปแบบการเล่นใหม่ๆของลิเวอร์พูลที่เขาสามารถทำได้เกินคาดของหลายๆคนที่คาดเอาไว้

เราได้เห็นลิเวอร์พูลเล่นบอลบนพื้นมากขึ้นและมีการรับ – จ่าย บอลเร็วขึ้น แต่ดูเหมือนนักเตะยังไม่คุ้นเคยกับแผนการเล่นใหม่มากนักทำให้เห็นความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มีหลายคนออกมาพูดว่าถ้านักเตะสามารถปรับตัวได้เมื่อไหร่เราอาจจะได้เห็นทีมที่เล่นบอลได้สวยงามเหมือนบาเซโลน่าอีกทีมก็เป็นได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่รอดเจอร์ได้รับความแปลกใจจากหลายๆคนคือ เขาสามารถทำให้ซัวเรสนั้นเลี้ยงบอลไว้กับตัวน้อยลงและเล่นเป็นทีมมากขึ้นจึงทำให้ซัวเรสในฤดูกาลนี้ถล่มประตูได้อย่างมากมาย

ถ้าไม่ติดโทษแบนที่ดันไปใช้ฟันอันแหลมคมเฉาะแขนอันบอบบางของอิวาโนวิชจนต้องโดนทาง FA แบนไป 10 นัดละก็ เขาอาจได้โอกาสเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน ถ้าเราสังเกตจากนัดแรกๆที่ลิเวอร์พูลลงเล่นนั้นจะรู้ได้ว่าเป็นทีมที่สร้างโอกาสได้มากเป็นอันดับต้นๆของลีกแต่ก็เป็นทีมที่เสียโอกาสในการทำประตูอันดับต้นๆของลีกเช่นกัน ถ้าเรามองจากจุดนี้ นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำทีมของรอดเจอร์ก็เป็นได้

ถ้าในฤดูกาลหน้านั้นทีมอย่างลิเวอร์พูลยังคงพึ่งศูนย์หน้าในการทำประตูอย่างเดียวอยู่นั้น โอกาสในการชิงโควตาเพื่อไปเล่นบอลยุโรปนั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากฤดูกาลนี้มากนัก นี่ก็จะต้องเป็นปัญหาใหญ่ที่รอดเจอร์จะต้องนำไปแก้ไขในช่วงปิดเทอมที่จะเข้ามาถึงเพื่อสานต่อแผนการทำทีมของเขาในฤดูกาลหน้า

แต่ถ้าให้ผมมองกันด้วยตาเปล่าแล้ว ทีมของเราก้าวมาไกลพอสมควรมีการพัฒนาที่มากขึ้นจากตัวนักเตะใหม่ๆที่อาจจะยังเล่นไม่เข้าขากันมากนักเหมือนบางทีมที่คว้าแชมป์ลีกไปครองแล้ว แต่ในอนาคตข้างหน้าผมเชื่อว่าถ้านักเตะใหม่ๆของเราเล่นได้เข้าขากับแผนการทำทีมของรอดเจอร์แล้วละก็ เราอาจจะกลับมาเป็นทีมที่น่ากลัวอีกหนึ่งทีมในเวทียุโรปเลยก็เป็นได้

ตอนนั้นแข่งขันไปทั้งหมด 35 นัด มีอยู่ 54 คะแนนอยู่ที่ 7 ของตาราง ห่างตำแหน่งที่ 4 ของตารางอย่าง อาร์เซนอล อยู่ 10 คะแนน แถมยังแข่งน้อยกว่าอยู่อีก 1 นัด ทำให้เรียกว่า สิ้นหวังก็คงไม่ผิด ภายหลังจากที่ลิเวอร์พูลได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมจาก เคนนี่ ดัลกลิช หรือ คิง เคนนี่ มาเป็น เบรนแดน รอดเจอร์ ทำให้เรามองได้หลายอย่าง ซึ่งในฤดูกาลนี้รอดเจอร์ ดูเหมือนจะยังไม่ตั้งเป้าหมายไว้สูงซักเท่าไหร่ แต่เน้นไปเพื่อการสร้างทีมระยะยาวเพื่ออนาคต กรีดความจำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง