MM88UP Splash Screen Icon

เมนู

ทางเข้าเล่น

ดริงค์วอเตอร์เผยคำพูดคุณวิชัยตอนเจอครั้งแรก

ทางเข้าmm888,mm888new,สมัครmm888,mm888bet,ทางเข้า mm888,mm888

เผยเหตุการณ์ตอนเจอคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา !

ดริงค์วอเตอร์เผยคำพูดคุณวิชัยตอนเจอครั้งแรก หลังย้ายจาก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มาเล่นให้ เลสเตอร์  ยกเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม และทุกคนจะไม่มีวันลืมแน่นอน แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ กองกลาง เชลซี เปิดเผยว่า คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ผู้ล่วงลับ เป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนให้ตัวเองย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาอยู่กับ “สุนัขจิ้งจอก” เมื่อปี 2012 ก่อนประสบความสำเร็จได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015/16

ดริงค์วอเตอร์

มิดฟิลด์วัย 28 ปี เผยผ่าน “เดอะ ไทม์ส” สื่อเมืองผู้ดีว่า “มันอาจฟังดูบ้า แต่คุณวิชัย ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของทีมฟุตบอลเท่านั้น นักเตะ เลสเตอร์ คงเห็นด้วยกับผมที่พูดเช่นนี้ เพราะเวลาส่วนใหญ่มันรู้สึกเหมือนกับว่า เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเตะด้วย”

“เขาเป็นคนดีที่พยายามอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่า นักเตะทุกคนจะมีความสุข เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยม กับการที่เขาเข้ามาทำงาน มันก็เหลือแค่เวลาเท่านั้นก่อนที่ เลสเตอร์ จะสร้างบางสิ่งที่พิเศษ ถ้าไม่มีเขาพวกเราคงไม่มีวันคว้าแชมป์ เขาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในฤดูกาลที่ไม่น่าเชื่อของพวกเรา”

“ผมยังจำได้ตอนพบกับเขาครั้งแรก หนึ่งสัปดาห์หลังจากเซ็นสัญญาเมื่อปี 2012 เขาบอกผมเกี่ยวกับความคิดของเขาที่มีกับสโมสร และความทะเยอทะยานของเขา ผมได้ยินเกี่ยวกับเรื่องเงินที่เขาทุ่มให้สโมสรซึ่งมีส่วนให้ผมย้ายจาก แมนฯ ยูไนเต็ด มาอยู่กับ เลสเตอร์ แต่ความมุ่งมั่นของเขาเป็นสิ่งพิเศษกว่า เขาเชื่อว่า เลสเตอร์ จะทำสิ่งพิเศษได้” ดริงค์วอเตอร์ ทิ้งท้าย

วิชัย ศรีวัฒนประภา หรือเจ้าสัววิชัย แห่งคิง เพาเวอร์ มหาเศรษฐีแสนล้าน หนึ่งในมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย เสียชีวิตในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกมีความรู้สึกสูญเสียร่วมกัน

เส้นทางการสร้างธุรกิจและความสำเร็จทางธุรกิจของเจ้าสัวในเมืองไทยนั้นเป็นเรื่องยาว ถ้าจะกล่าวถึงในเรื่องนี้คงไม่พอ เราจึงตัดตอนนำเสนออีกเรื่องราวช่วงชีวิตหนึ่งของเจ้าสัว ช่วงที่ขยับจากความเป็น “มหาเศรษฐีชาวไทย” สู่อีกฐานะหนึ่งคือการเป็น “เจ้าของทีมฟุตบอลดัง” ในพรีเมียร์ลีก และเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ลีกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดในโลก

ซึ่งทุกครั้งที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อ เจ้าสัววิชัยได้พาคำว่า “Thailand” และ “Thai businessman” ไปสู่สายตาชาวโลกด้วยทุกครั้ง เส้นทางสู่การเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษของเจ้าสัววิชัย เริ่มต้นอย่างไร…

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายของเจ้าสัววิชัย ผู้นั่งตำแหน่งรองประธานบริหารสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เล่าไว้ในหนังสือ THE FAIRY TALE OF UNDERFOX ของสำนักพิมพ์ a book ว่า เขาได้ยินพ่อพูดเรื่องซื้อทีมฟุตบอลครั้งแรกเมื่อปี 2005 เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าสัวกับลูกชายเข้าไปชมฟุตบอลที่สนามเหย้าของทีมเชลซี ทั้งในฐานะสปอนเซอร์และลูกค้าที่ซื้อบอกซ์ วี.ไอ.พี.ไว้

แต่เกิดเหตุทะเลาะกับการ์ดสนาม เจ้าสัววิชัยจึงไม่พอใจและตัดขาดการเป็นสปอนเซอร์เชลซี “วันหนึ่งซื้อทีมแล้วสู้กับเชลซีให้ได้แล้วกัน” เจ้าสัวพูด ซึ่งต๊อบ อัยยวัฒน์เองก็คิดว่า คุณพ่อคงพูดไปงั้น ๆ ด้วยความอารมณ์เสีย หลังจากเข้าซื้อทีม สิ่งที่เจ้าของทีมชาวไทยต้องเจอ คือ การต่อต้านจากแฟนบอล เช่นกันกับที่ “เจ้าของคนใหม่” หลาย ๆ คนเคยเจอ เนื่องจากคนอังกฤษรักฟุตบอลมากเป็นชีวิตจิตใจ

และมีความผูกพันระหว่างคนในท้องถิ่นกับสโมสรฟุตบอลสูงมาก ก่อนที่ฟุตบอลจะเป็นธุรกิจอย่างทุกวันนี้ ทุกทีมล้วนเกิดมาจากการเป็นทีมของชุมชน แฟนบอลส่วนใหญ่สนับสนุนทีมฟุตบอลใกล้บ้านมาหลายชั่วอายุคน จากรุ่นปู่ รุ่นลูก รุ่นหลาน และคงจะตกทอดสู่รุ่นต่อ ๆ ไป เหมือนเป็นมรดกร่วมของท้องถิ่น พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นหุ้นส่วนสโมสร

พอมีนายทุนใหม่เข้ามา จึงเกิดความระแวงว่าจะทำให้สโมสรเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง หรือจะมาหาประโยชน์จากสโมสรเพียงฝ่ายเดียว ความคลางแคลงใจและการต่อต้านจะคงอยู่จนกว่าเจ้าของคนใหม่จะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า คุณได้ทำเพื่อทีมแค่ไหน คำถามของแฟนบอลก็ไม่ต่างจากคำถามของสื่อมวลชนที่ถามในการแถลงข่าวครั้งแรกว่า “คุณจะเข้ามาโกยเงินจากสโมสรใช่มั้ย”

วิธีการแก้ปัญหาก็คือ ผู้บริหารนัดคุยกับตัวแทนแฟนบอลเดือนละ 2 ครั้ง ให้แฟนบอลคอมเมนต์และเสนอความเห็นว่า ต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร หนึ่งในสิ่งสำคัญที่แฟนบอลขอ คือ “อย่าเปลี่ยนสีเสื้อ” ซึ่งก็เป็นความเหมาะเจาะกันพอดีที่สีเสื้อของเลสเตอร์ คือ สีน้ำเงิน เฉดเดียวกันกับสีของคิง เพาเวอร์ จึงไม่ได้คิดจะเปลี่ยน

จนกระทั่งปี 2007 เจ้าสัววิชัยพยายามจะซื้อทีมฟุตบอลจริง ๆ ทีมแรกที่เป็นเป้าหมายคือ เรดดิ้ง แต่ด้วยความที่คุยกับเจ้าของทีมเรดดิ้งแล้วเจอคำขู่ว่า “ถ้ายูไม่เคยอยู่ในวงการนี้ ยูอย่าเข้ามาเลย เสียเวลา” เจ้าสัววิชัยจึงไม่ซื้อทีมนั้น

แล้ววันหนึ่งเหมือนพรหมลิขิต มีชาวไทยที่รู้จักเจ้าของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ติดต่อมาว่า เลสเตอร์อยากขอสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อจากคิง เพาเวอร์ ในราคา 300,000 ปอนด์ นั่นเอง เป็นจุดที่ทำให้เจ้าสัวถามลูกชายว่า “เลสเตอร์เป็นไง” ตอนนั้นเลสเตอร์อยู่ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลีกอันดับ 2 ของอังกฤษ รองจากพรีเมียร์ลีก ฝั่งลูกชายจึงไม่ได้สนใจ แต่เจ้าสัวกลับสนใจ

Reuters/Carl Recine

พอไปเจอกับเจ้าของทีมที่สนามแข่ง เจ้าสัววิชัยจึงถามว่า “ยูขายทีมไหม” เจ้าของทีมได้ฟังเป้าหมายของพ่อลูกชาวไทยคู่นี้ที่อยากพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ลีก และจะทำการตลาดในเอเชีย จึงตอบตกลงขายในทันที

เงินงวดแรกที่ต้องจ่ายคือ 40 ล้านปอนด์ และต้องจ่ายงวดที่สองให้ครบตามดีลประมาณ 100 ล้านปอนด์ แต่ไม่ใช่เพียงเงินค่าซื้อสโมสรเท่านั้นที่ต้องจ่าย เลสเตอร์ยังมีภาระค่าใช้จ่ายประจำ และหนี้อยู่อีกจำนวนหนึ่งที่มหาเศรษฐีชาวไทยต้องจัดการ

“จริง ๆ คุณพ่อเป็นคนมีวิสัยทัศน์ประหลาด มองไกลจนผมตามไม่ทัน เวลาท่านพูดอะไรจะทำให้ได้ เอาให้ได้ วันที่ซื้อท่านบอกว่า จะพลาดหรือไม่พลาดไม่มีใครรู้แล้ว แต่ต้องทำให้สำเร็จ”  ดริงค์วอเตอร์เผยคำพูดคุณวิชัยตอนเจอครั้งแรก                          

ข่าวที่เกี่ยวข้อง