MM88UP Splash Screen Icon

เมนู

ทางเข้าเล่น

แข้งจากแดนหมีขาวที่เคยมาสัมผัสพรีเมียร์ลีก

แข้งจากแดนหมีขาวที่เคยมาสัมผัสพรีเมียร์ลีก

8 แข้งแดนหมีขาว ผู้ที่เคยวาดลวดลายในแดนผู้ดี

แข้งจากแดนหมีขาวที่เคยมาสัมผัสพรีเมียร์ลีก ผู้ที่เคยมาหาความท้าทายในศึก พรีเมียร์ลีก

1. อังเดร คานเชลส์คิส

ตำแหน่ง ปีก
เคยลงเล่นให้ 4 สโมสร
ประกอบด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เซาต์แธมป์ตัน
ผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 151 เกม ทำได้ 43 ประตู 10 แอสซิสต์

อดีตปีกขวาของ ปีศาจแดง ในช่วงต้นยุค 90 ทำสถิติเป็นชาวรัซเซีย คนแรกที่เข้ามาเล่นใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งผลงานของเขาก็จัดว่าไม่ธรรมดา ทำไปทั้งสิ้นกว่า 30 ประตูให้ แมนฯ ยูไนเต็ด และ 20 ประตูให้กับ เอฟเวอร์ตัน รวมทุกรายการ แถมเจ้าตัวยังประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ลีกกับ พลพรรคเร้ดเดวิลส์ ถึง 2 สมัย เอฟเอ คัพ อีก 1 สมัย และ ลีก คัพ อีก 1 สมัยด้วยกัน ช่วงท้ายอาชีพการค้าแข้ง เขากลับมาเล่นให้กับ แมนฯ ซิตี้ และ เซาต์แธมป์ตัน ช่วงสั้น ๆ ตอนต้นยุค 2000 และแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการไปในปี 2007 ที่ผ่านมา

แคนเชลสกี้ส อยู่ค้าแข้งในโรงละครแห่งความฝันแค่ 4 ปี (1991–1995) ภายใต้กำมือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือระดับตำนาน เท่านั้น แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในสตาร์ดังยุคที่ “ปีศาจแดง” โค่นอำนาจความยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูล ในการครองความเป็นเจ้าลูกหนังอังกฤษ โดยสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย ก่อนจะโบกมือลาทีมในปี 1995

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไป 22 ปีแล้ว อดีตปีกทีมชาติรัสเซีย วัย 48 ปี ได้ผ่านประสบการณ์มากมายภายใต้การทำงานให้กับ “เฟอร์กี้” รวมไปถึง อเล็กซ์ แม็คลิช และ ดิ๊ค อั๊ดโวคาท สมัยที่ค้าแข้งกับ “เดอะ ไลท์บลูส์” กลาสโกว์ เรนเจอร์ส

แคนเชลสกี้ส เพิ่งจะเดินทางมาที่กลาสโกว์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อโปรโมทหนังสือของเขา “Russian Winters” โดยเนื้อหาเป็นการเปิดเผยเกี่ยวกับอาชีพพ่อค้าแข้งตั้งแต่เล่นให้ ดินาโม เคียฟ ก่อนจะย้ายทีมด้วยจำนวนเงินมหาศาล (ในเวลานั้น) ไปเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตัน และ ฟิออเรนติน่า

ยอดแข้งเลือดหมีขาว ได้ยกย่อง เฟอร์กูสันในฐานะผู้จัดการทีมทีเก่งที่สุดที่เขาเคยร่วมงานด้วย “เฟอร์กี้ โกรธมากเวลาที่เราแพ้ เขาจะด่ากราด แต่ อั๊ดโวคาท จะเงียบขรึมเวลาที่อยู่ในห้องแต่งตัว และไม่พูดอะไรเลยหลังจบเกม เขาไม่พูดว่าพวกคุณเล่นได้แย่มากในเกมต่อไปพวกคุณจะต้องโดนดร็อปออกจากทีม”

“เฟอร์กี้ จะเดินเข้ามาอยู่ตรงหน้าคุณ เขาจะพูดว่าแกเล่นได้แย่มาก แล้วพูดอะไรเยอะแยะไปหมด คุณจะเข้าใจทันที แต่ อั๊ดโวคาท ไม่พูดอะไรแบบนั้น เขาพูดแบบธรรมดาๆ แต่หลังจากนั้นคุณจะโดนดร็อปในสัปดาห์หน้า ผมชอบสไตล์แบบเฟอร์กี้ เพราะมันเป็นการพูดกันแบบตรงๆ และคุณเข้าใจทันที”

ขณะเดียวกัน แคนเชลสกี้ส ยังมองว่า อั๊ดโวคาท เป็นพวก “ตีสองหน้า” พร้อมระบุกุนซือชาวดัตช์มีอิทธิพลภายในทีม เรนเจอร์ส หลังจากที่เขาเข้ามากุมบังเหียน “ผมมีช่วงเวลาที่ดีเยี่ยมที่กลาสโกว์ และที่นี่เป็นสโมสรยิ่งใหญ่ ผมรู้ว่าพวกเขามีปัญหาด้านการเงิน แต่พวกเขามีแฟนบอลชั้นยอด และผมยังคงจดจำช่วงเวลาที่ดีเยี่ยมตอนอยู่ที่นี่ได้เป็นอย่างดี”

2. ดิมิทรี คาริน

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู
เคยลงเล่นให้ 1 สโมสร
ประกอบด้วย เชลซี
ผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 118 เกม เก็บได้ 38 คลีนชีท เสียไป 145 ประตู

นายทวารชาวรัสเซีย ที่ เชลซี ดึงตัวมาร่วมทัพตั้งแต่ปี 1992 และอยู่กับทีมยาวนานจนถึงปี 1999 เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเจ้าตัวสามารถยึดมือหนึ่งในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้อยู่ประมาณ 3 ฤดูกาลเท่านั้น ก่อนจะเสียตำแหน่งตัวจริงให้กับ เอ็ด เดอ ฮุย ที่ย้ายเข้ามาในปี 1997 คาริน อยู่ในทีมชุดแชมป์ เอฟเอ คัพ ปี 1997 และ ลีก คัพ ปี 1998 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม กลาสโกว เซลติด ในช่วงหน้าร้อนปี 1999

ในการร่วมกับสโมสรฟุตบอลเชลซี คารีนได้สร้างความประทับใจในการนำทีมเข้าสู่เอฟเอคัพไฟนอล 1994 แม้ว่าเขาจะยอมรับความผิดพลาดในสี่ประตูที่เกิดขึ้นจากตัวเอง และภายหลังได้เข้าสู่รอบชิงชัยในรายการยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพในเวลาหนึ่งปีต่อมา โดยทีมดังกล่าวได้เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในรายการของยุโรปได้เป็นครั้งแรกหลังจากยุคทศวรรษ 1970 หนึ่งปีต่อมาเขาได้เกิดปัญหาจากการบาดเจ็บและได้มีลงนามทำสัญญาจากผู้รักษาประตูชาวดัตช์ชื่อเอ็ด เดอ ฮุย โดยได้จำกัดให้เขาลงสนามได้ 20 ครั้งในช่วงสามฤดูกาลสุดท้าย รวมเบ็ดเสร็จ เขาเล่นใน 146 แมตช์สำหรับเชลซี

คารีนไม่ค่อยมีความฟิตในการร่วมในชัยชนะรายการเอฟเอคัพไฟนอลของทีมเชลซีในช่วงท้ายของฤดูกาล 1996–97 (โดยมีโฟลเด โกรดาส ซึ่งเป็นชาวนอร์เวย์เข้าเล่นแทน) และไม่ได้เข้าร่วมทีมสำหรับรายการคัพวินเนอร์สคัพ รวมถึงลีกคัพที่ได้ชัยชนะรอบไฟนอลในระยะเวลาหนึ่งปีต่อมา เมื่อจีอันลูกา วีอัลลี กลายเป็นผู้จัดการทีมเชลซี เขาก็ได้แต่งตั้งเดอ ฮุย เป็นผู้รักษาประตูตัวเลือกแรกของสโมสร คารีนถูกจำกัดการปรากฏตัวเพียงห้าครั้งในฤดูกาลดังกล่าว ที่ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเกมชิงถ้วยรางวัล ที่ซึ่งเขายังคงอยู่ประจำสโมสรในฐานะผู้รักษาประตูตัวสำรองอีกสองฤดูกาลหลังจากนั้น

3. อเล็ก สเมอร์ติน

ตำแหน่ง กองกลาง
เคยลงเล่นให้ 4 สโมสร
ประกอบด้วย เชลซี, พอร์ทสมัธ, ชาร์ลตัน, ฟูแลม
ผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 82 เกม ทำได้ 2 ประตู 2 แอสซิสต์

สเมอร์ติน เป็นแข้งรายแรก ๆ ในยุคที่ โรมัน อับราโมวิช เข้ามาบริหาร เชลซี ใหม่ ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาทำผลงานได้ค่อนข้างดีกับ บอร์กโดซ์ แถมยังเป็นชาวรัสเซีย เช่นเดียวกับเสียหมี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ สิงห์บลู ดึงตัวเขามาร่วมทีม อย่างไรก็ตามเจ้าตัวแทบไม่ได้รับโอกาสเลยตลอด 2 ปีครึ่งในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ แถมยังถูกส่งไปให้ทีมอื่นยืมตัวทั้ง พอร์ทสมัธ ชาร์ลตัน และสุดท้ายเป็น ดินาโม มอสโคว ที่ซื้อตัวไปร่วมทีมอย่างถาวรต้นปี 2006 กระทั่งช่วงท้ายอาชีพการค้าแข้งเขาย้ายกลับมาเล่นให้ ฟูแลม อีกครั้งและตัดสินใจแขวนสตั๊ดไปในปี 2008 ที่ผ่านมา

หลังจากที่ศึกฟุตบอลโลก 2018 เปิดฉากความมันกันไปได้สักพักหนึ่งแล้ว หากถามหาผู้เล่นที่มีความโดดเด่นจนถูกพูดถึงไปทั่ว ก็เห็นจะเป็น อเล็คซานเดอร์ โกโลวิน มิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติรัสเซีย คนนี้นี่เอง โดยในเกมแรกของรายการที่เจ้าภาพรัสเซียประเดิมสนามหลังพิธีเปิดด้วยการถล่ม ซาอุดิอาระเบีย ไปด้วยสกอร์ 5-0 โกโลวิน ของเราทำได้ 1 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ แถมยังโชว์ลีลาปั้นเกมทะลุทะลวงซะจนแนวรับคู่แข่งถูกทำลายสิ้นคาสตั๊ดกันเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน โกโลวิน เป็นหนึ่งในแข้งดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดของศึก ยูโร 2016 แต่ด้วยความที่เขาเพิ่งแจ้งเกิดหมาด ๆ ทำให้ประสบการณ์ยังอ่อนอยู่จึงไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้

ผ่านมาถึงปัจจุบัน หนุ่มน้อยวัย 22 ปีคนนี้ บ่มเพาะขัดเกลาฝีเท้าตัวเองจนพัฒนาขึ้นจากเดิมได้แบบก้าวกระโดด เขากลายเป็นผู้เล่นตัวหลักในสโมสร ซีเอสเคเอ มอสโก อย่างสมบูรณ์แบบ ผลงานดีต่อเนื่อง มีข่าวกับทีมใหญ่ไปทั่วยุโรป ทั้งยังเป็นคนที่ทีมชาติรัสเซียจะขาดไปไม่ได้ด้วย

และในขณะที่หลายคนเอาใจช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ เรามาทำความรู้จัก น้องชายคนใหม่ล่าสุดของวงการลูกหนังอย่าง โกโลวิน เพิ่มอีกสักหน่อยดีกว่า เผื่อว่าจะรักกันมากขึ้น

4. โรมัน พาฟลูเชนโก้

ตำแหน่ง กองหน้า
เคยลงเล่นให้ 1 สโมสร
ประกอบด้วย ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์
ผลงานรวมใน พรีมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 78 เกม ทำได้ 21 ประตู 8 แอสซิสต์

อดีตกองหน้าตัวเป๋าของทีม ไก่เดือยทอง ถูกดึงตัวมาร่วมทีมในปี 2008 หลังจากทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ สปาตัก มอสโคว แต่แล้วชีวิตใน ลอนดอน มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเจ้าตัวไม่สามารถระเบิดฟอร์มเก่งเหมือนสมัยที่ค้าแข้งในบ้านเกิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม พาฟลูเชนโก้ ก็มักจะทำประตูสวย ๆ ให้แฟนบอล สเปอร์ส ได้ชื่นใจกันอยู่บ่อยครั้ง จนในที่สุดก็ย้ายกลับไปเล่นที่ รัสเซีย อีกครั้งในปี 2012 ปิดฉากผลงานกว่า 113 นัด ซัดไปทั้งสิ้น 42 ประตู ให้กับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในทุกรายการ

พาฟแกชอบมีลูกยิงมหัศจรรย์เสมอๆกับสเปอร์นะ ตอนนั้นผมชอบคู่กองหน้ารัสเซียคู่นี้มาก”พาฟลู้ชนโก้กับโพเกรบยัก(ชอบโพเกรบเนี้ยบเพราะนักข่าวช่องนึงเรียกโพเกรบยักนี้แหละ อิอิ) ช่วงนั้นเซนิทเพิ่งได้แชมป์ยูโรป้า ลีกมั้งครับและรัสเซียทำผลงานได้ดีนักเตะรัสเซียเลยเป็นที่น่าสนใจรวมทั้งอาชาวินและอคินเฟเยฟ แต่ทำไมผลงานจึงพีคแค่ช่วงสั้นๆก็ไม่รู้

ให้ผ่านแบบฉิวเฉียดครับ  ฟอร์มอาจไม่เปรี้ยงปร้าง ยิงระเบิดเถิดเทิง   แต่ทำประตูได้ค่อนข้างสม่ำเสมออยู่ ปีที่ดีที่สุดของพาฟคือซัซั่น 2009-10 ที่สเปอร์จบที่ 4  ทำประตูแบ่งเบาภาระเดโฟได้พอสมควร พาฟลูเชนโก้เป็นดาวยิงที่หาจังหวะสับไก วางเท้ายิงได้ดีมาก ยิงคมเลยล่ะ  แต่ร่างกายนี่ไม่ไหวเลย สูงตั้ง 188 แต่อ่อนแอมาก ชนกับกองหลังในพรีเมียร์ไม่ได้เลย โดนกระแทกล้มกลิ้งล้มหงายตลอด เลยไปได้ไม่สุดเท่าไหร่

5. อังเดร อาร์ชาวิน

ตำแหน่ง กองกลางตัวรุก
เคยลงเล่นให้ 1 สโมสร
ประกอบด้วย อาร์เซนอล
ผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 105 เกม ทำได้ 23 ประตู 27 แอสซิสต์

แข้งชาวรัสเซีย ที่แฟน ๆ อาร์เซนอล หลายคนชื่นชอบ ด้วยสไตล์การเล่นที่พริวไหวและใช้สมองเป็นหลัก อาร์ชาวิน แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวในฟุตบอล ยูโร 2008 จน ทัพปืนใหญ่ ต้องรีบดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงหน้าหนาวปี 2009 ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนเป็นตัวหลักในทีม เดอะกันเนอร์ส ตลอดช่วง 3 ปีแรก กระทั้งช่วงปีสุดท้ายที่ฟอร์มค่อนข้างหลุดไปพอสมควรถึงขั้นถูกส่งต่อให้ เซนิต ยืมตัวไปใช้งานอยู่ครึ่งฤดูกาล หลังจากกลับมาเขาก็เป็นได้เพียงอะใหล่ในทีม จนหมดสัญญาเมื่อปี 2013 และย้ายกลับไปเล่นที่ รัสเซีย ในที่สุด

อดีตกองกลางเชิงสูงทีมชาติรัสเซียตัดสินใจโบกมือลาอาชีพค้าแข้งเรียบร้อยแล้ว อังเดร อาร์ชาวิน อดีตจอมทัพคนดังของทีมชาติรัสเซีย ตัดสินใจแขวนสตั๊ดยุติอาชีพค้าแข้งเรียบร้อยแล้ว

มิดฟิลด์วัย 37 ปี ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีสุดตลอดกาลของทีมหมีขาว และเป็นตำนานของ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์ส์เบิร์ก ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ชุดเยาวชนก่อนจะก้าวขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่มากกว่า 200 นัด จากนั้นจึงย้ายมาอยู่กับ อาร์เซนอล, คิวบาน คราสนอดา และ ไครัท อัลมาตี้ ในประเทศคาซัคสถาน เป็นสโมสรสุดท้ายก่อนแขวนสตั๊ด

6. ดินิยาร์ บิลยาเลตดินอฟ

ตำแหน่ง กองกลางตัวรุก
เคยลงเล่นให้ 1 สโมสร
ประกอบด้วย เอฟเวอร์ตัน
ผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 59 เกม ทำได้ 8 ประตู 5 แอสซิสต์

อีกหนึ่งตัวรุกแดนหมีขาว ที่เข้ามาหาความท้าทายในแผนดินอังกฤษกับทีม เอฟเวอร์ตัน เมื่อปี 2009 ซึ่งก็ถือว่าทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่งตลอด 2 ปีครึ่งในถิ่น กูดิสัน พาร์ค จนกระทั่งถูก สปาตัก มอสโคว ซื้อตัวไปในปี 2012 แม้ว่าเจ้าตัวจะทำได้เพียง 9 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ในทุกรายการให้กับ ทีมท๊อฟฟีสีน้ำเงิน แต่หลายประตูที่เขาทำได้ก็เป็นลูกยิงที่งดงามตามสไตล์แข้งรัสเซีย ซึ่ง บิลยาเลตดินอฟ ก็พึ่งจะประกาศแขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา

ดีนียาร์ รีนาโตวิช บิลยาเลตดีนอฟ เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 เป็นนักฟุตบอลชาวรัสเซีย เชื้อสายตาตาร์ เล่นกับสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน และฟุตบอลทีมชาติรัสเซีย โดยมากมักเล่นตำแหน่งปีก แต่ก็เล่นตำแหน่งกองหลังให้ทีมชาติ พ่อของเขา รีนัต บิลยาเลตดีนอฟ เป็นนักฟุตบอลอาชีพเช่นกัน ปัจจุบันเป็นโค้ช

7. ยูริ เชอร์คอฟ

ตำแหน่ง ริมเส้นกราบซ้าย
เคยลงเล่นให้ 1 สโมสร
ประกอบด้วย เชลซี
ผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 29 เกม ทำได้ 0 ประตู 7 แอสซิสต์

แบ็คซ้ายที่แฟน ๆ เชลซี หลายคนเสียดายที่สุดท้ายเขาไม่ได้รับโอกาสในทีมมากเท่าที่ควร เชอร์คอฟ ย้ายจาก ซีเอสเคเอ คอสโคว มาร่วมทีม สิงห์บลู ในปี 2009 ซึ่งเจ้าตัวค้าแข้งในอังกฤษได้เพียง 2 ปี ก่อนจะย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดอีกครั้งในปี 2011 อย่างไรก็ตามเขาก็อยู่ในทีมชุดคว้าดับเบิลแชมป์เมื่อปี 2010 และทำผลงานในสีเสื้อน้ำเงินครามไปได้ทั้งสิ้น 1 ประตูกับอีก 11 แอสซิสต์ในทุกรายการตลอด 49 เกมที่ลงสนามให้กับทีม

ดาวเตะดีกรีทีมชาติรัสเซียย้ายจาก ดินาโม มอสโก มาร่วมทีม เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในปี 2016 พาทัพ “สกายบลู” คว้า รัสเชียน พรีเมียร์ลีก, รัสเชียน คัพ และ รัสเชียน ซุปเปอร์ คัพ อย่างละ 1 สมัย ยิงได้ 5 ประตู กับอีก 13 แอสซิสต์จาก 100 เกม

8. พาเวล โพเกรบเนียค

ตำแหน่ง กองหน้า
เคยลงเล่นให้ 2 สโมสร
ประกอบด้วย ฟูแลม, เรดดิ้ง
ผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามไปทั้งสิ้น 41 เกม ทำได้ 11 ประตู 0 แอสซิสต์

กองหน้าจอมพเนจรรายนี้ แจ้งเกิดในลีกสูงสุดรัสเซีย กับ เซนิต กระทั้งย้ายไปเล่นใน บุนเดสลีกา ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนเป็น ฟูแลม ที่ดึงตัวเขามาเล่นใน พรีเมียร์ลีก เป็นทีมแรกในช่วงหน้าหนาวปี 2012 อย่างไรก็ตาม โพเกรบเนียค อยู่กับทีมได้เพียงแค่ครึ่งปี ก็ย้ายไปเล่นให้กับ เรดดิ้ง ในหน้าร้อนปีเดียวกันแต่สุดท้ายทีมตกชั้นไปในปีนั้น ทำให้เขาต้องไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพอยู่ถึง 2 ปี จน ดินาโม มอสโคว ที่มาดึงตัวกลับไปเล่นในบ้านเกิดอีกครั้งในปี 2015

พาเวล โพเกรบเนียค หัวหอกเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ออกมาทอดสะพานให้ อาร์เซนอล รีบคว้าตัวไปร่วมงานโดยเร็ว ขณะที่ โคโล ตูเร ดาวเตะสารพัดประโยชน์ก็พร้อมที่จะต่อสัญญา เพื่อฝากอนาคตไว้กับทีมในระยะยาว

ดาวยิงทีมชาติรัสเซียเพิ่งตกเป็นข่าวว่า “ปืนใหญ่” ให้ความสนใจดึงตัวมาล่าตาข่ายแทนที่ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ศูนย์หน้าโตโกที่ส่อแววว่าอาจย้ายซบ เอซี มิลาน ในช่วงซัมเมอร์นี้ ล่าสุด โพเกรบเนียค ออกมาเพิ่มน้ำหนักให้กระแสข่าวด้วยการเปิดปากว่าต้องการร่วมงานกับกุนซือฝีมือดีอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์

โดยดาวเตะวัย 25 ปีที่ซี้กับ อังเดร อาร์ชาวิน จอมทัพเพื่อนร่วมชาติที่ย้ายมาค้าแข้งในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดียม เอ่ยผ่านทาง สปอร์ต เอ็กซ์เพรสส์ สื่อแดนผู้ดีว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินว่า อาร์เซนอล ให้ความสนใจ ซึ่งผมรู้สึกดีใจมาก ผมคิดว่าผู้เล่นคนใดก็ตามที่ได้ร่วมงานกับ อาร์แซน เวนเกอร์ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในอาชีพนักฟุตบอล”

ขณะเดียวกัน ตูเร ผู้พี่ที่จะหมดสัญญากับ เดอะ กันเนอร์ส หลังจบฤดูกาลหน้าก็ได้เผยกับ อีฟนิง สแตนดาร์ด ว่า “เมื่อคุณรักใครสักคนก็คงอยากให้เขารักตอบ ซึ่งผมรักสโมสรแห่งนี้มากและทุ่มเทเต็มที่มาโดยตลอด ผมหวังว่าสโมสรจะแสดงให้เห็นว่าต้องการตัวผม ตอนนี้ผมอายุ 28 ปีซึ่งบางทีคุณอาจเริ่มคิดแล้วว่าทีมอาจไม่ต้องการผม แต่ผมขอยืนยันว่าสโมสรเดียวที่ผมรักอย่างจริงจังก็คือ อาร์เซนอล” แข้งจากแดนหมีขาวที่เคยมาสัมผัสพรีเมียร์ลีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง