MM88UP Splash Screen Icon

เมนู

ทางเข้าเล่น

แฟรงก์แลมพาร์ดรับแข้งสิงห์บลูส์สู้ไม่ไหว

แฟรงก์แลมพาร์ดรับแข้งสิงห์บลูส์สู้ไม่ไหว

เตือน สต๊าฟโค้ช ลิเวอร์พูล อย่าเหลิงความสำเร็จจนเกินไปนัก

แฟรงก์แลมพาร์ดรับแข้งสิงห์บลูส์สู้ไม่ไหว แฟรงก์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี กล่าวหลังเกมพ่าย ลิเวอร์พูล 3-5 ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม จนพลาดโอกาสแซง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับไปอยู่อันดับ 3 ของตาราง

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทำผลงนได้ดีเยี่ยมเมื่อเอาชนะ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี 5-3 ที่สนามแอนฟิลด์ เกมลีก นัดรองสุดท้าย เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเฉลิมฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่งดงามเลยทีเดียว

จะว่าไปแล้วการฉลองแชมป์ลีกเกือบจะกร่อย เพราะผลงานของเกมรับที่ไม่ค่อยดีนัก  ฉะนั้นในช่วงซัมเมอร์นี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ คงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองหาเซนเตอร์แบ็กที่จะมายืนคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เพราะหากไม่สามารถรักษามาตรฐานเกมรับที่เหนียวแน่นเอาไว้ได้ งานนี้การป้องกันแชมป์ลีกในซีซั่นหน้า คงเหนื่อยรากเลือดแน่นอน

1. ฟีร์มีโน่ ซัดประตูแรกในแอนฟิลด์

ต้องยอมรับว่า โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เป็นกองหน้าที่สาวก “เดอะ ค็อป” ชื่นชอบมากๆ เพราะยิงประตูให้ทีมได้อย่างต่อเนื่อง และยังช่วยยิงประตูสำคัญในหลายๆ แมตช์ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในฤดูกาล 2019/2020 ก็คือการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายในสนามแอนฟิลด์

“บ็อบบี้” เป็นหนึ่งในสามประสานที่ช่วยกันรังสรรค์การยิงประตูให้กับ “เดอะ เร้ดส์” มาตลอด แต่น่าเสียดายที่เจ้าตัวไม่สามารถยิงประตูให้กับต้นสังกัดในสนามเหย้า ซึ่งการลงเล่นเกมสุดท้ายในแอนฟิลด์ ซีซั่นนี้ พบ เชลซี เป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะได้ใส่ชื่อตัวเองในสกอร์บอร์ด

ในที่สุด สตาร์ชาวบราซิเลียน ก็ยิงประตูที่รอคอยได้สำเร็จ และเป็นประตูแรกของเขาจากการเล่นเกมลีก 20 แมตช์ในสนามเหย้าของต้นสังกัด โดยเป็นการจบช่วงเวลาที่แสนยาวนานที่ยิงประตูไม่ได้ในบ้านตัวเอง 1,591 นาที และความพยายามในการยิงประตู 56 ครั้งเสียที

ฉะนั้นนี่คือการฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่แสนหอมหวานสำหรับ ฟีร์มีโน่ เพราะได้ทั้งเหรียญแชมป์ที่เฝ้ารอมานาน 30 ปีของเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” และยังมีชื่อทำประตูในแอนฟิลด์ได้สำหรับฤดูกาลนี้ ก็ต้องบอกได้เลยว่านี่คือความสุขที่เหลือล้นสำหรับเจ้าตัวจริงๆ

2. สองฟูลแบ็กจอมแอสซิสต์

สำหรับตอนนี้ฟูลแบ็กซ้าย-ขวาของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เป็นสุดยอดกองหลังที่ยากจะหาผู้เล่นคนไหนมาทัดเทียมได้จริงๆ โดยเฉพาะในรายของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ตอนนี้น่าจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่เก่งที่สุดตลอดกาลของสโมสรไปแล้ว

ฟอร์มของ “เจ้าหนูเทรนต์” สุดยอดเกินคำบรรยายจริงๆ โดยเฉพาะในเรื่องการเล่นเกมรุก เพราะเขาเพิ่งจะทำลายสถิติแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกของตัวเองเกมถล่ม เชลซี 5-3 เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยตอนนี้นักเตะทำแอสซิสต์ไปแล้ว 13 ครั้งในฤดูกาลนี้ นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการยิงประตู และซัดฟรีคิกสุดสวยหลายๆ เกม

อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทำแอสซิสต์ในลีกเมื่อฤดูกาล 2018/2019 ไปถึง 12 ครั้ง แต่ในซีซั่นนี้เจ้าตัวทำได้มากขึ้นพร้อมกับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ทำให้สถิติในครั้งนี้ยิ่งหอมหวานมากขึ้นกว่าเดิม

ในขณะเดียวกันการประสานงานร่วมกับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ช่วยทำให้ทีมยิงประตูได้มากมายก่ายกอง โดยตอนนี้ แบ็กซ้ายชาวสกอตติช ทำแอสซิสต์ไปแล้ว 27 ครั้ง ขณะที่ แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษ ทำไป 26 ครั้ง ทำให้ทั้งสองคนเป็น 2 กองหลังที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก มากที่สุดแซงหน้า สติ๊ก อิงเก้ บียอร์นบี้ (25 ครั้ง)

3. เกอิต้า โดดเด่นเหมาะสมตัวจริง

นาบี เกอิต้า ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมากๆ ในแมตช์นี้ โดยเขาช่วยสร้างความแตกต่างให้กับเกมในครึ่งแรกด้วยการซัดประตูขึ้นนำ แน่นอนว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจเลือกเขาลงเล่นตัวจริงในแมตช์นี้

ฟอร์มของ เกอิต้า ค่อยๆ เฉิดฉายอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อปี 2018 และเจ้าตัวก็เริ่มแสดงผลงานที่สุดยอด และมีความคงเส้นคงวามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แฟนบอล “เดอะ ค็อป” คาดหวังว่าเขาจะรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อไป

ช่วง 3 เกมที่ผ่านมา เกอิต้า ได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริง โดยเขาสามารถแอสซิสต์ 2 ครั้ง และยิงได้ 1 ประตู อย่างไรก็ตามในเกมที่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ และแพ้ อาร์เซน่อล ต้องยอมรับว่า สตาร์ลูกหนังชาวกีนี ต้องพบกับความยากลำบากในการสร้างสรรค์โอกาสเช่นกัน

สำหรับแมตช์นี้ เกอิต้า เล่นได้โดดเด่นโดยสามารถแย่งบอลจากคู่แข่งได้ตลอด, วิ่งหาพื้นที่ว่าง และตบท้ายด้วยการตะบันประตูสุดเฉียบคม ดังนั้นนี่คือบทพิสูจน์ชั้นยอดของเขาที่จะทำให้ นายใหญ่ชาวเยอรมัน ตัดสินใจมอบโอกาสลงสนามในฐานะ 11 ตัวจริงสำหรับฤดูกาลหน้า

ฉะนั้นในเวลานี้สิ่งที่ เกอิต้า ต้องจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจก็คือการรักษาคุณภาพชั้นยอดของเขา และพยายามที่จะไม่บาดเจ็บหนักเพราะสิ่งนี้อาจจะทำให้โอกาสพัฒนาฟอร์มการเล่นของเขาต้องย่ำแย่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

4. แนวรับต้องปรับปรุงแก้ไขเป็นการด่วน 

แมตช์ไม่ใช่ว่าจะมีเรื่องบวกทั้งหมด เพราะเรื่องที่ต้องตำหนิก็คือเกมรับของ ลิเวอร์พูล เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีฟอร์มการที่เหนียวแน่นก่อนที่เกมลีกจะหยุดพักชั่วคราวเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  แถมยังโดนเจาะประตูเยอะเหลือเกินถึง 11 ประตูนับตั้งแต่รีสตาร์ท

ก่อนที่จะเกิดเหตุไวรัสมรณะระบาด “หงส์แดง” เป็นทีมที่มีเกมรับสุดแข็งแกร่งยากจะมีทีมไหนเจาะเข้าไปทำประตูได้ แต่หลังจากที่เกมลูกหนังกลับมาแข่งใหม่ พวกเขาโดนเจาะประตูง่ายเหลือเกิน โดยเฉพาะในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โดนถลุงไปถึง 4-0

หลังจากนั้นในเกมพบ อาร์เซน่อล เป็นเครื่องยืนยันว่าเกมรับของพวกเขามีปัญหาเหลือเกิน โดยเฉพาะการเล่นที่ผิดพลาดของ เฟอร์จิล ฟานไดค์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ทำให้ทีมต้องพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเจ็บปวด ทั้งๆ ที่ฟอร์มเหนือกว่า “เดอะ กันเนอร์ส” หลายเท่า แต่ความผิดพลาดส่วนบุคคลนำไปสู่ความเจ็บปวด

ในแมตช์รับมือ เชลซี เป็นอีกครั้งที่เกมรับของ “เดอะ เร้ดส์” เล่นได้ย่ำแย่ ทั้งๆ ที่แมตช์นี้พวกเขาดูเหมือนจะเก็บชัยชนะได้ไม่ยาก เมื่อนำไปก่อน 3-0 แต่ดันมาเสียสมาธิทำให้โดนยิงตีไข่ 3-1 ก่อนหมดครึ่งแรก จากนั้นก็ยิงหนีไปอีก 4-1 แต่ก็เหมือนเดิมเมื่อ โจ โกเมซ กับ ฟานไดค์ เล่นไม่แข็งแกร่งจนโดนยิงไล่ตามมา 4-3 เดชะบุญที่  อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์ ซัดปิดกล่อง ช่วง 5 นาทีสุดท้าย จบเกมชนะไป 5-3

ตอนนี้หวังว่า คล็อปป์ จะมองเห็นความหละหลวมของเกมรับ และพยายามที่จะแก้ไขในจุดนี้ เพราะนี่ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องรีบปรับปรุงเป็นการด่วน ไม่อย่างนั้นอาจจะส่งผลต่อการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลหน้าก็เป็นได้ แฟรงก์แลมพาร์ดรับแข้งสิงห์บลูส์สู้ไม่ไหว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง